คิมยองมิน ผู้บริหารของ SM Entertainment ได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงเกี่ยวกับ ดงบังชินกิ ว่า "เมื่อครั้งแรกที่เราเริ่มวางแผนให้กับดงบังชินกิ เราตั้งใจที่จะสร้างให้บอยแบนด์กลุ่มนี้เป็นศิลปินอันดับหนึ่งของเอเชีย สมาชิกทั้ง 5 คนและครอบครัวของเค้าได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และตกลงที่จะเพิ่มสัญญาอีก 3 ปี จากทั้งหมด 10 ปี รวมเป็น 13 ปี ซึ่งสมาชิกวงทั้งหมดและพ่อแม่ก็เห็นด้วยกับสัญญานั้น เพราะว่าพวกเค้าได้มองเห็นอนาคตการเป็นเบอร์หนึ่งของศิลปินเอเชียที่ได้รับการสนับสนุนจาก SME ในการวางแผนสู่ตลาดต่างประเทศและดำเนินการลงทุนธุรกิจต่าง ๆ อีกด้วย ทุกคนก็ได้พิจารณาสัญญาและเห็นชอบถึงเหตุและผล และเพื่อที่จะรักษาสัญญาในการบุกตลาดญี่ปุ่น ทาง SME ก็ได้ลงทุนไปมากกว่า 4 ล้านเพื่อดัน ดงบังชินกิ ให้ได้ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับสภาวะลำบากทางการเงินขณะนั้น หลังจากนั้น 5 ปีกับตลาดญี่ปุน เราสามารถพูดได้ว่าสุดท้ายแล้วเราก็ประสบความสำเร็จ"
"ดังนั้น มันไม่ยุติธรรมเลยที่จะมุ่งแต่ดูแค่ตัวเลข 13 ปีของสัญญา โดยปราศจากการมองกลับไปถึงเบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายสูงสุดของการสร้างวง หรือทัศนวิสัยต่าง ๆ ซึ่งเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่าง SME กับสมาชิกวงดงบังชินกิ"
นอกจากนี้ ซีอีโอ SME ยังได้ย้อนกลับไปเล่าเหตุการณ์เมื่อต้นปีว่า "เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา สมาชิกทั้ง 3 คน (เซีย จุนซู, มิกกี้ ยูชอน และฮีโร่ แจจุง ) ได้บอกกับ SME ว่าพวกเขาต้องการไปจีนเพื่อไปพักผ่อน แต่ความเป็นจริงแล้ว พวกเขาไปคุยเรื่องธุรกิจเครื่องสำอางกับบริษัทของจีนแห่งหนึ่ง เรารู้ได้ถึงข้อตกลงดังกล่าวนี้หลังจากที่ได้มีภาพโปรโมทบริษัทเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต สมาชิกทั้ง 3 คน ต้องการที่จะเพิ่มส่วนแบ่งผลกำไร และเรารับได้ในความต้องการอันนั้นของพวกเขา
ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา เราก็ได้จัดดินเนอร์ปาร์ตี้หลังจากจบคอนเสิร์ตที่จีน สมาชิกทั้งสามคนได้บอกกับสมาชิกคนอื่นถึงความเชื่อใจในตัวบริษัท ไม่นานหลังจากนั้นในเดือนพฤษภาคมแฟนชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งได้ถามฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของ AVEX ถึงกิจกรรมของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ที่อ้างว่าผู้ชนะจะได้ร่วมดินเนอร์กับดงบังชินกิ ทาง SME กลัวว่าจะเกิดการขาดทุนอย่างมากกับสิ่งที่อ้างถึงธุรกิจความงามนี้และเป็นการยากที่จะเรียกคืนได้ เราจึงต้องการที่จะพิจารณาสัญญาใหม่ร่วมกับธุรกิจความงามดังกล่าวนั้นด้วย เพื่อที่จะปกป้องสมาชิกจากอันตรายที่แฝงอยู่ แต่พวกเขากลับปฏิเสธที่จะแบ่งปันสัญญากับ SME และไม่คิดที่จะโอนอ่อนใด ๆ กับข้อกังวลของเรา จากนั้นในเดือนมิถุนายน ทางบริษัทหลักของธุรกิจความงามนั้นก็ได้ติดต่อมายัง SME และบอกว่าอยากจะได้ดงบังชินกิเพื่อใช้ในงานธุรกิจ แต่เนื่องจากทั้งสามคนดำเนินการเองไม่ได้จึงต้องปฏิเสธไป ไม่นานหลังจากนั้นก็เกิดกรณีการฟ้องร้องขึ้น"
"สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดความจริงเป็นการหลอกลวง ต้มตุ๋น แท้จริงแล้วการโกงกันครั้งนี้เป็นเพียงแค่การเอาคำว่า "สิทธิมนุษยชน" และ "รายได้" มาบังหน้าเท่านั้น"
ที่มา มติชนออนไลน์